เจ้าของสวนยางพาราหมู่ 3 บ้านด่านโลด และหมู่ 7 บ้านควนอินนอโม อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เปิดเผยว่า จากภาวะร้อนจัดที่รับตัวสูงขึ้นมาเป็นเวลาหลายเดือนจนถึงขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อต้นยางพาราจะให้ผลผลิตน้ำยางในปริมาณน้อยหดตัวไปเกินครึ่ง เช่น จาก 50 กก. จะเหลือไม่ถึง 20 กก.
“สภาพภูมิอากาศฝนทิ้งช่วงแล้งและร้อนจัดระยะยาวจนสภาพน้ำตามลำคลองแห้งส่งผลต่อพืชผักผลไม้ น้ำยางสด ที่ต้องหดตัวไปเกินครึ่ง”

กลุ่มทำสวนธารน้ำทิพย์ อ.เบตง จ.ยะลา สถาบันเกษตรกรยางแปรรูปยางส่งออกต่างประเทศ เปิดเผยว่า ภาคใต้ตอนล่างน้ำยางค่อนข้างไม่พอต่อกำลังการผลิตบางบริษัทที่แปรรูปผลิตน้ำยางข้นรายใหญ่ แต่ก่อนจะมีพ่อค้าน้ำยางนำมาขายจะต้องรอคิวรถจอดยาว 3 กม. และตลาดกลางการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่เคยมีน้ำยางเข้าตลาดวันละหลักแสนกิโลกรัมตอนนี้ก็จะเหลือน้อยมาก
มีปัจจัย 3 ส่วนที่น้ำยางต้องหายไปจากตลาด 1. น้ำยางหดตัวจากสภาพแห้งแล้งร้อนจัดฝนทิ้งช่วง 2. แรงงานกรีดยางขาดแคลนถึง 50 -60 % โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส สาเหตุจากสถานการณ์ความมไสงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

และ 3.กลุ่มวิสาหกิจชุมชนยาง กลุ่มยาง และกลุ่มสหกรณ์ยางหันไปแปรรูปเป็นยางแผ่นดิบและยางรมควัน เพราะยางรมควันได้ปรับตัวสูงขึ้นมีส่วนต่าง 10 บาท 11 บาท และ 12 บาท / กก.ตามกลไกการตลาด น้ำยางสดราคา 73-74 บาท / กก. ยางรมควันราคากว่า 80 บาท / กก.
“แต่เดิมส่วนต่างประมาณ 3-4 บาท / กก. และ 5-6 บาท / กก. จึงไม่มีการแปรรูปเป็นยางรมควัน”
แหล่งข่าว ระบุว่า ตอนนี้โรงงานแปรรูปน้ำยางข้น ไม่มีน้ำยางต่อกำลังการผลิต เฉพาะที่ จ.พัทลุง ได้มีการนำเข้าน้ำยางจากภาคใต้ตอนบน จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนที่ จ.สงขลา ได้มีขึ้นป้ายประกาศขายโรงงานแปรรูปน้ำยางข้น

นายเรืองยศ เพ็งสกุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อยถ้ำพรรณรา (วคยถ.) และประธานกลุ่มเกษตรกรแปรรูปยางพาราถ้ำพรรณรายเครือข่ายกว่า 200 กลุ่ม ภาคใต้ เปิดเผยว่า ปัจจัยที่น้ำยางได้หัวตัวลง 1.พื้นที่ยางลดลงที่ได้หันไปปลูกพืชอื่น ๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน ฯลฯ
2. พันธุ์ยาง 600 ยังเป็นพันธุ์เดิมยังไม่พันธุ์ใหม่ที่ปลูกทดแทนที่ให้ผลผลิตปริมาณที่ดีกว่าเดิม 3. และเรื่องปุ๋ย 4. คนรุ่นใหม่ไม่ทำสวนยางหันไปทำงานอื่น 5.สวนยางจำนวนหนึ่งยังคงทิ้งร้าง และ 6. ยางเกิดโรคสะสมส่งผลต่อการผลิต และ 7. สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมากที่ฝนตกตกจมน้ำท่วมใหญ่ แล้งก็แล้งจัดจนน้ำยางไม่มี.
“ภาพรวมยางน้ำยางได้ลดถึงบางสวนถึง 30 % และบางสวนถึง 50 % ภาพรวมผลผลิตยางหายไปปริมาณโดยเฉลี่ย 30-40 %”

นายเรืองยศ กล่าวว่า จากหลายปัจจัยที่รุมเร้ายาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีโครงการส่งเสริมปลูกยางขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงคงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อมีการปลูกพืชอย่างอื่นแล้วให้หันมาปลูกยางใหม่ เพราะกว่าจะโค่นทุเรียน ปาล์มน้ำมัน จะต้องใช้เวลา 20-30 ปี และการปลูกใหม่กว่าจะให้ผลผลิตประมาณ 5 ปีขึ้นไป.
“สวนยางที่ไม่ได้กรีดยังมีอยู่มาก ที่เจ้าของกรีดเองไม่ได้ และเจ้าของมีงานประจำ เช่น ข้าราชการ ฯลฯ เพราะไม่มีแรงงานกรีดยาง จึงไม่ส่งให้เกิดประโยชน์ เพราะเดิมที่ชาวประเทศกัมพูชา ชาวประเทศเมียนมากรีด เพราะชาวกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ส่วนชาวเมียนมาไปทำงานในโรงงาน แต่เดิมยางพาราได้มีการเรียนการสอนอบรมในการกรีดยาง เพื่อเข้ามาทำงานสวนยาง แต่ปัจจุบันได้หายไป”.